Menu

ประวัติ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร

หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร มีนามเดิมว่า กวย ปั้นสน ท่านเกิดเมื่อวันที่ 2 พ.ย. พ.ศ. 2448 ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้านแค หมู่ 9 ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นบุตรของ คุณพ่อ ตุ้ย ปั้นสน บ้านเดิมอยู่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง และคุณแม่ต่วน เดชมา คนบ้านแค ทั้งสองมีบุตร-ธิดารวม 5 คน คนที่ 1  ชื่อ นายตุ๊ ปั้นสน (ถึงเเก่กรรม) คนที่ 2 ชื่อ นายคาด ปั้นสน (ถึงเเก่กรรม) คนที่ 3 ชื่อ นายชื้น ปั้นสน (ถึงเเก่กรรม) คนที่ 4 ชื่อ นางนาค ปั้นสน (ถึงเเก่กรรม) คนที่ 5 หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร (มรภาพเเล้ว) เมื่อเด็กชายกวยเติบใหญ่ บิดาส่งไปเรียนหนังสือกับหลวงปู่ขวด วัดบ้านแค แต่หลังจากหลวงปู่ขวดมรณภาพลง ได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมและบาลีกับ อาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ห่างจากวัดบ้านแคไม่มากนัก จนเชี่ยวชาญหนังสือขอมและบาลีชนิดหาตัวจับยาก จากนั้นเด็กชายกวยได้เลิกเรียนหันมาช่วยทางบ้านทำไร่ไถนาเลี้ยงครอบครัว ครั้นครบอายุบวชอายุ 20 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบททดแทนคุณบุพการีเฉกเช่นบุรุษชาติอาชาไนยจะพึ่งกระทำ โดยมี พระชัยนาทมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปา วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เเละพระอาจารย์หริ่ง เป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ. 2467 เวลา 15 นาฬิกา 17 นาที ณ พระอุโบสถวัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับฉายาว่า ชุตินฺธโร แปลว่า “โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลส ตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น หากผู้ใดละกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงฝั่งพระนิพพาน” วิชาเเหล่-เทศน์ เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร หลังพิธีอุปสมบท หลวงพ่อกวย จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแค ขณะนั้นมี หลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อกวย จึงหัดเทศน์เวสสันดรชาดก กันฑ์กุมาร, ทานกัณฑ์ และมักชอบเทศน์แหล่หญิงหม้าย โดยจะเทศน์กล่าวถึงพระนางมัทรี ตอนที่พระเวสสันดรถูกเนรเทศออกนอกเมือง ไปบวชอยู่ในป่า หลักฐานในเรื่องนี้คือใบลานเทศน์ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อเก็บไว้ เเละบางฉบับท่านได้ประทับตราสิงห์ชูคอเอาไว้ด้วย บางฉบับหลวงพ่อเขียนว่า…

อ่านต่อ…

พระคาถาจินดามณี (หลวงปู่ศุข เกสโร)

( บูชาครู ) ตะมังถัง ปะกาเสนโต สัทธาอะหะ อิ มะ อะ วิ ตะ อุ อะ มิ มะ สะ นะ โม จินดามณี สะหะโกฏิ สัตตังเทวานัง มะนุสสะเทวานัง อะมะนุสสะเทวานัง สะมณีจิตตัง บุตรีจิตตัง อาคัจเฉยหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ มณีจินดา ปัญจะทานัง ทาสาโกมัง ทาสีโกมัง ปิสันทัสสะ นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มหาจินดา เอหิพุทธัง ปิยินทรียัง เทวะมานุสสานัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทรียัง นะมามิหัง พุทโธโส ภะคะวา ธัมโมโส ภะคะวา สังโฆโส ภะคะวา อินทะสะเหน่หา พรหมมะสะเหน่หา อิตถีสะเหน่หา ราชาเทวี มณีรักขัง ปิยังมะมะ พุทธะสังมิ นะชาลีติ พระอะระหัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม คาถาจินดามณี เป็น คาถาที่นางยักษ์ตนหนึ่งมอบให้สามีที่เป็นมนุษย์ ที่นางลักพาตัวมาอยู่ด้วยนานหลายปี แต่ด้วยวิสัยที่ยากจะอยู่ร่วมกันได้ ระหว่างยักษ์ กับ มนุษย์ สามีของนางยักษ์จึงได้พยายามหลบหนี ถึง 3 ครั้ง แต่นางยักษ์ก็สามารถตามตัวกลับมาได้ทุกครั้ง จนมาถึงการหนีครั้ง ที่ 4 ครั้งสุดท้าย เมื่อตามไปเจอสามีอีก นางก็คิดได้ว่ายังไงคงไม่สามารถรั้งสามีสุดที่รักให้อยู่ร่วมกันได้ ก็เลยจำใจต้องปล่อยให้สามีกลับไปใช้ชีวิตในเมืองมนุษย์ตามที่ต้องการ แต่ด้วยความรัก และห่วงใยในสามี เกรงว่าเมื่อกลับไปแล้ว อาจจะประสบปัญหาต่างๆ นานา ยากที่จะดำเนินชีวิตให้สุขสบายเหมือนตอนอยู่กับนาง นางจึงบอกคาถา จินดามณี ให้กับสามีพร้อมกับสั่งว่า ยามที่ชีวิตประสบปัญหา เดือดร้อน ให้ท่องคาถาจินดามณี ซึ่งเปรียบเสมือนแก้วสารพัดนึก ที่ให้ไป แล้วชีวิตจะผ่านอุปสรรค และประสบความสำเร็จ ทุกประการ   ที่มา:https://palungjit.org/threads/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%82-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%92%E0%B9%88%E0%B8%B2.233005/

ชีวประวัติพระวิสุทธรังษี(เปลี่ยน อินฺทสโร)

พระเปลี่ยน เกิด 5 เมษายนพ.ศ. 2405เมื่อเยาว์วัยพระเปลี่ยนมีนิสัยเป็นนักสู้ มีความเข้มแข็ง ทรหดอดทนเพราะเกิดในวันกล้า (วันเสาร์ห้า) จิตใจจึงกว้างขวาง เป็นนักเลงเต็มตัว ถ้าปัจจุบันนี้ก็เรียกว่า“เป็นผู้กว้างขวาง” โยมบิดาและโยมมารดาคิดวิตกว่า ต่อไปคงจะเอาดีได้ยาก เพราะรูปร่างล่ำสัน ผิวก็ดำ จึงเรียกกันว่า “ทองดำ” เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม และด้วยความที่เป็นผู้ที่มีนิสัยนักเลงนั้น จึงมีพรรคมีพวกมาสมัครมากขึ้นเรื่อย ๆ โยมบิดาจึงได้ตัดสินใจฝากให้เรียนหนังสือที่วัดใต้ หรือวัดไชยชุมพลชนะสงคราม โดยฝากเป็นศิษย์ของ ท่านพระครูวิสุทธรังษี (ช้าง) เจ้าอาวาสและเจ้าคณะเมืองกาญจน์ในสมัยนั้น เมื่อหนุ่มทองคำมาอยู่วัด ก็เปลี่ยนเป็นคนสุขุมมากขึ้น เยือกเย็นขึ้น หนักแน่นขึ้น มีความสุภาพเรียบร้อยและมีความโอบอ้อมอารีผิดไปเป็นคนละคน โยมบิดาเลยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ ว่า “เปลี่ยน” นับตั้งแต่แต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเปลี่ยนอายุครบบวช โยมบิดาจึงนำไปอุปสมบทที่วัดใต้ โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการรอดแห่งวัดทุ่งสมอ กับพระอธิการกรณ์แห่งวัดชุกพี้เป็นคู่สวด พระอุปัชฌาย์เห็นว่าเป็นคนชะตากล้าแข็งมาก เพราะเกิดในวันเสาร์ห้าตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าจะให้ฉายาเป็นคนวันเสาร์ ก็เกรงว่าจะกล้าแข็งมากเกินไป จึงให้ฉายาเป็นคนวันอาทิตย์ว่า อินทสโร และพระเปลี่ยน อินทสโรได้เล่าเรียนทั้งหนังสือขอมและหนังสือไทย เดิมพระเปลี่ยนมีความตั้งใจจะบวชเพียง 7 วัน แต่แล้วด้วยบุญกุศลก็เสริมให้เกิดความปักใจแน่วแน่พระเปลี่ยน อินทสโรจึงตั้งศึกษาและสืบพระศาสนาตราบจนสิ้นอายุขัย นับตั้งแต่พระเปลี่ยนได้เริ่มบวชเรียน ได้ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จะร่ำเรียนวิชาไหนก็สำเร็จทุกอย่าง ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว พูดจริง ทำจริง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ หลวงพ่อช้าง พระอุปัชฌาย์จึงตั้งให้เป็น พระใบฎีกา ฐานาของท่าน จึงเป็นกำลังช่วยท่านตลอดมา หลวงพ่อช้างองค์นี้ เป็นพระที่มีวิทยาอาคมแก่กล้ามาก เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วทั้งเมืองกาญจน์และเมืองใกล้เคียง ก่อนจะได้เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจน์ ได้แสดงฝีมือในทางทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดขนอนเหนือ เมืองราชบุรี พร้อมกับหลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ น้ำมนต์ของสองวัดนี้ ทำแล้วไม่หก ไม่ไหล เป็นการสอบไล่ครั้งสำคัญ เพราะแต่เดิมการปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ต้องขึ้นกับเมืองราชบุรี เมื่อชื่อเสียงร่ำลือไปถึงท่านพระครูธรรมเสนานี (ดี) วัดขนอน ซึ่งปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ในสมัยนั้นว่า ขณะนี้ที่เมืองกาญจนบุรีมีอาจารย์แก่กล้า ๒ องค์ คือวัดใต้และวัดเหนือ เห็นสมควรจะปกครองตนเองได้ จึงได้เรียกมาทดสอบที่วัดขนอน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าเก่งกล้าจริงตามที่ร่ำลือต่อหน้าเจ้าบ้านเจ้าเมืองและประชาชนเป็นอันมาก จึงได้รับบาตรที่ทำน้ำมนต์ไม่หกมาเป็นรางวัลคนละลูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ และทางการก็ได้แต่งตั้ง หลวงพ่อช้าง พระครูวิสุทธรังษี เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี และให้หลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ เป็นพระสิงคิบุรคณาจารย์รองเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี แต่นั้นมาการคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ก็ไม่ต้องไปขึ้นกับเมืองราชบุรีอีก ต่อมาหลวงพ่อช้างได้มรณภาพลง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดใต้จึงว่างลง ทางการก็ได้แต่งตั้งให้พระใบฎีกาเปลี่ยน เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อไปและได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธรังษี เมื่อหลวงพ่อเปลี่ยนได้เป็นสมภาร ก็พัฒนาวัดจนสวยงามยิ่งนักทั้งทางการศึกษาและฝ่ายธรรม ฝ่ายกุลบุตรก็เจริญก้าวหน้า โดยได้จัดตั้งโรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนวิสุทธรังษี เป็นที่เชิดชูอยู่จนกระทั่งบัดนี้ และต่อมาท่านก็ได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความดีงามของท่าน ทั่วทั้งเมืองกาญจน์ไม่ว่าวัดไหนต้องการอะไรหลวงพ่อจะช่วยจนเต็มกำลัง ส่วนเรื่องทางไสยศาสตร์เวทมนตร์ ของหลวงพ่อใครๆ ก็รู้กันทั่วว่าเก่งจริง ในกรุงเทพฯ สมัย ร.5 – ร.6 จะมีพิธีทางไสยศาสตร์แล้ว จะขาดหลวงพ่อวัดใต้เมืองกาญจน์ไม่ได้เลย ดังปรากฏพัดรองและย่ามที่หลวงพ่อได้รับไปจากกรุงเทพฯ เช่น งานถวายพระเพลิง ร.5 งานเสวยราชย์ ร.6 งานฉลองครบ 150…

อ่านต่อ…

ประวัติหลวงปู่ไข่ (อินฺทสโร)

อินฺทสโรภิกฺขุ (ไข่) หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมพระเครื่องว่า หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน เป็นชาวแปดริ้ว บ้านเกิดอยู่บริเวณ ประตูน้ำท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน หลวงปู่เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๒ ตรงกับขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม เป็นบุตรของนายกล่อม นางบัว จันทร์สัมฤทธิ์ มีพี่น้องกี่คนไม่ปรากฏ ขณะที่ท่าน อายุ ๖ ขวบ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๘) บิดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน วัดโสธร คือวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เพื่อให้เรียนหนังสือ ต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อได้บรรพชาแล้วก็ได้หัดเทศน์มหาชาติและเทศน์ประชัน กล่าวกันว่าหลวงปู่ไข่มีความสามารถในการเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมาร และกัณฑ์มัทรี ได้ไพเราะกังวานจับใจผู้ฟังยิ่งนัก แม้ภายหลังเมื่อชราแล้ว ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มักจะได้ยินหลวงปู่ทบทวนการเทศน์มหาชาติ ทั้ง ๒ กัณฑ์ ในตอนกลางคืนอยู่เสมอ ๆ ครั้นเมื่อหลวงพ่อปาน วัดโสธร มรณภาพแล้ว หลวงปู่ไข่ได้ไปอยู่กับพระอาจารย์จวง วัดน้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จนกระทั่งพระอาจารย์จวงมรณภาพ ขณะนั้นหลวงปู่ไข่มีอายุได้ ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๗) ตามประวัติกล่าวว่าหลวงปู่ไข่ ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ไปอยู่กับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม) ที่วัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรม อีก ๓ ปีต่อมา (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๐) หลวงปู่ไข่ได้เดินทางไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน ซึ่งอยู่ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสาคร และได้เล่าเรียนปริยัติธรรมและพระวินัยจนอายุครบบวช (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๒) จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ โดยมี พระอาจารย์เนตร วัดบ้านแหลม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแล้วได้เดินทางไปเรียนพระกรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม) ซึ่งอยู่ที่เชิงเขา แขวงเมืองกาญจนบุรี เรียนอยู่ระยะหนึ่งจึ่งกลับมาอยู่วัดลัดด่านตามเดิม ต่อมาหลวงปู่ไข่ได้ออกธุดงค์ไปตามสำนักพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งอยู่ที่อำเภอโพธาราม เมืองราชบุรี และเมืองกาญจนบุรี จากนั้นได้กลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกระยะหนึ่ง จึงได้ออกธุดงค์ไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในถ้ำที่เมืองกาญจนบุรีเป็นเวลาประมาณ ๖ ปี (ราว พ.ศ. ๒๔๒๓ – ๒๔๒๙) ตามประวัติกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “ท่านเล่าว่า ระหว่างอยู่ในถ้ำนั้น ตกกลางคืนจะมีสิงห์สาราสัตย์ต่างๆ เข้ามานอนล้อมกอด พอเช้ามืดต่างคนต่างออกไปหากิน ส่วนท่านก็จะออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน (ท่านฉันหนเดียว) เมื่อท่านศึกษาอยู่ในถ้ำนั้นเป็นเวลานานพอสมควร เห็นว่าจะช่วยเหลือโลกได้บ้างแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ออกจากถ้ำไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่ยอมขึ้นรถลงเรือ…

อ่านต่อ…

ประวัติ หลวงพ่อแช่ม( อินทโชโต)

หลวงพ่อแช่ม อินทโชโต หรือ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ท่านเกิดเมื่อ ปี พ.ศ. 2405 ตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชีวิตในวัยหนุ่ม ท่านเป็นคนชอบท่องเที่ยวไปอย่างคึกคะนอง จนกระทั่ง พอมีอายุครบ 20 ปีตรงกับปี พ.ศ. 2425 ท่านก็ได้อุปสมบท ณ วัดสะพานเนียงแตก โดยมี พระครูอุตรการบดี (หลวงพ่อทา) เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งในขณะนั้น หลวงพ่อทา เป็นพระเกจิที่เรืองเวทวิทยาคม หลวงพ่อแช่ม จึงได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆไว้มากมาย โดยเฉพาะการเจริญกรรมฐานตามแบบโบราณจารย์ หลังจากนั้น ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดตาก้องและได้ออกธุดงค์ไปนมัสการ พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง พระพุทธบาทสระบุรี และจนกระทั่ง ได้ไปนมัสการ เจดีย์ชะเวดากอง ที่ ประเทศพม่า และได้ศึกษาวิชาความรู้เพิ่มเติมจาก พวกชาวไทย พม่า กะเหรี่ยง และมอญ เป็นต้น มรณภาพ หลวงพ่อแช่ม ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2490 ตรงกับปีที่ 2ของ รัชกาลที่ 9 รวมสิริอายุได้ 85 ปี นับพรรษาได้ 65 พรรษา พระเครื่องยอดนิยม วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกมีดังนี้ เหรียญพระเจ้า 16 พระองค์ เป็นรูปหลวงพ่อแช่มนั่งทับปืนไขว้ พระผงดินหน้าตะโพน กุมารดูดรก ตะกรุดไม้รวก มหาอุตม์ ผ้ายันต์ เสื้อยันต์แดง ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A1_%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B9%82%E0%B8%95

หลวงพ่อทา(พระครูอุตรการบดี)

หลวงพ่อทา(พระครูอุตรการบดี)  วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม พระเถราจารย์ยุคเก่าแห่งเมืองพระเจดีย์ใหญ่ผู้มากด้วยอิทธิคุณและบุญฤทธิ์ เป็นผู้มีตบะบารมีแก่กล้า ในอดีตเมื่อครั้งที่หลวงพ่อทาท่านยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ กิตติคุณของท่านโด่งดังมาก บรรดานักเลงและเสือร้ายทั้งหลายทั่วเมืองต่างเกรงกลัวบารมีของท่าน เวลามีงานประจำปีของวัดพะเนียงแตก มีประชาชนมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก กลับไม่ต้องใช้ตำรวจมารักษาความปลอดภัยและก็ไม่มีเรื่องนักเลงตีกันในวัดเกิดขึ้นเลย หลวงพ่อมีนามว่า ทา เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๙ ณ. ตำบลบ่อผักกูด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง๔ คน น้องชายของท่านทั้งหมดอีกสามคนบวชเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกับท่าน ท่านบรรพชาเมื่ออายุ ๑๕ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ ณ.วัดโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และอุปสมบทเมื่ออายุ ๓๖ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๕ ณ. พัทธสีมาวัดบ้านฆ้อง หลังจากท่านอุปสมบท ก็ได้ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายแห่งพร้อมกับพระน้องชาย ต่อมาท่านได้ธุดงค์เข้ามาในจังหวัดนครปฐม ได้ปักกลดลงในบริเวณพื้นที่วัดพะเนียงแตกในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นวัดร้างอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร หลวงพ่อทาท่านเห็นว่าพื้นที่บริเวณวัดร้างแห่งนี้เหมาะแก่การใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงจำพรรษาอยู่ที่นี้พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้างแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งชาวบ้านต่างพากันเรียกว่า “วัดพะเนียงแตก” สาเหตุที่เรียกชื่อนี้เนื่องจากว่าหลวงพ่อทา ท่านมักจะเล่นพลุไฟพะเนียงในเวลามีงานวัดประจำปี แล้วปีหนึ่งท่านได้นำมือไปปิดปากกระบอกพลุ ซึ่งไม่สามารถทำให้พลุออกมาจากกระบอกได้ เมื่อกระบอกร้อนมากขึ้นๆก็เกิดระเบิด และสะเก็ดพลุแตกใส่ท่าน แต่ท่านมิได้รับบาดเจ็บใดๆเลย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงได้นำเรื่องนี้กล่าวขานไปทั่ว พร้อมกับเรียกหลวงพ่อทาว่า “หลวงพ่อพะเนียงแตก” และเรียกวัดร้างที่หลวงพ่อทาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ว่า “วัดพะเนียงแตก” เหตุผลที่หลวงพ่อทาท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อจะกำราบพวกนักเลงหัวไม้ให้เกิดความเกรงกลัว แล้วท่านจะได้อบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีได้ง่าย หลวงพ่อทา ท่านเป็นพระผู้เก่งกล้าสามารถในวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งทางพุทธาคมก็เป็นผู้เรืองเวทย์ ทรงวิทยาคุณเป็นที่ปรากฎแก่ชาวบ้าน จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนด้วยวัตรปฏิบัติที่ดีงามของท่านนี้เอง ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมืองนครปฐม ที่มา:https://www.facebook.com/Legendknowledge888/photos/a.1467965450165662.1073741829.1461915644103976/1877187835910086/?type=3

ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร

ชีวิตความเป็นอยู่ของ พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสํวโร ช่างน่าสังเวช ทุกข์ลำบากเหมือนกับว่า ในโลกนี้บ่มีใครเท่าเทียมได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกข์และสุขก็เป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทนลำบากไม่ใช่ตัวตนของเราบังคับไม่ได้ พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว พึงจะเบื่อหน่ายการเกิด การตาย ทุกข์ในวัฏฏะสงสารพึงสละละวางความยึดมั่น ถือมั่น ครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสํวโร ชาติภูมิ บิดา-มารดา พ่อคำหล้า แม่แสงหล้า ทาแกง นามเดิม เด็กชายบุญชุ่ม ทาแกง วันเดือนปี เกิด วันอังคารที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ สถานที่เกิด หมู่บ้านแม่คำหนองบัว ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พี่น้อง ๑. พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสํวโร ๒. พระครูบาวีนัส กตปุญโญ ๓. เด็กหญิงเอื้องฟ้า (เสียชีวิต) ๔. นางอ้อมใจ ปูอุตรี สมรสกับนายประทีบ ปูอุตรี ชีวิตในวัยเยาว์ คุณแม่แสงหล้าได้แต่งงานกับคุณพ่อคำหล้า ก่อนตั้งครรภ์พระครูบาเจ้าฯ คุณแม่แสงหล้านิมิตฝันว่า “ได้ขึ้นภูเขาไปไหว้พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่เหลืองอร่ามงามมากนัก” แล้วสะดุ้งตื่นอยู่มาไม่นานนัก คุณแม่แสงหล้าเริ่มตั้งครรภ์ พอตั้งครรภ์ได้ครบ ๑๐ เดือน ก็ได้ให้กำเนิดเด็กชายบุญชุ่ม ซึ่งเป็นเด็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู จากนั้นก็มีเหตุแยกจากพ่อคำหล้ากลับไปดูแลแม่อุ้ยนางหลวงที่เคยอยู่ด้วยกัน เพราะไม่มีใครดูแล ส่วนพ่อคำหล้าก็กลับไปดูแลแม่หลวงอุ่น จึงเป็นเหตุให้ต้องแยกกันอยู่ เมื่ออายุครบ ๖ เดือน พ่อคำหล้าได้มาเยี่ยม ซื้อเสื้อผ้ามาฝากลูกด้วย แต่กลับไปไม่นาน คุณพ่อก็ได้ล้มป่วยด้วยโรคบิดกระทันหัน ถึงแก่กรรม เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี เท่านั้น เมื่อพระครูบาฯ อายุได้ ๔ ขวบ แม่อุ้ยนางหลวงและคุณแม่แสงหล้าได้ย้ายจากบ้านด้ายไปอยู่บ้านทาดอนชัย ต.แม่ทา อ.สันกำแพง (ปัจจุบันแยกอำเภอออกมาเป็น อ.แม่ออน) จ.เชียงใหม่ และสมรสใหม่กับนายสม ชัยวงศ์คำ มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า เด็กชายวีนัส (แดง) และบุตรหญิง ๒ คน คือเด็กหญิงเอื้องฟ้า ถูกสุนัขกัดตาย เมื่ออายุได้ ๔ ขวบ และเด็กหญิงอ้อมใจ เมื่อแม่อุ้ยนางหลวงได้ถึงแก่กรรมไป ครอบครัวของเด็กชายบุญชุ่ม ยิ่งลำบากมากกว่าเก่า บ้านก็ถูกรื้อขาย แล้วอพยพไปอยู่เชิงดอยม่อนเลี่ยม ทำกระต๊อบน้อยอยู่กัน ๔-๕ คน แม่ลูก ฝาเรือนก็ไม่มี เวลาฝนตกหลังคาก็รั่ว เอามุ้งขาดเป็นเรือน ผ้าห่มก็มีผืนเดียวเวลาหน้าหนาวก็หนาวเหน็บ…

อ่านต่อ…

บทสวด โพชฌังคปริตร

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ(๓ ครั้ง) โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ คำแปล – โพชฌังคปริตร โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล…

อ่านต่อ…

คาถาบูชาพระแม่ธรณี

ตั้งนะโม ๓ จบ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะละหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะละหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะละหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ตัสสาเกษีสะโต ยะถาคงคา โสตังปะวัตตันติ มาระเสนา ปฏิฐาตุง อาสักโภนโต ปะลายิงสุปาริมานานุภาเวนะมาระ เสนาปะราชิตาทิโส ทิสัง ปะลายันติ วิทังเสนติอะเสสะโต

วัดมหาวันวนาราม

วัดมหาวันวนาราม เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยพระนางเจ้าจามเทวีเมื่อแรกเดินทางมาครองเมืองหริภุญไชย เป็นหนึ่งในวัดสี่มุมเมือง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของคารหริภุญไชย สิ่งปลูกสร้างในวัดล้วนสร้างขึ้นใหม่จนไม่หลงเหลือของเดิม แต่ที่ทำให้วัดเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะเป็นแหล่งที่ำพบพระรอด และพระรอดหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคี กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สถานที่ตั้ง และการเดินทาง ที่ตั้ง :ถ.จามเทวี ต.ในเมือง อ.เมือง รถยนต์ส่วนตัว :จากศุนย์บริการนักท่องเที่ยวใช้ ถ.รอบเมืองนอก ผ่านอนุสาวรีย์เจ้าแม่จามเทวีไปประมาณ 500 ม. ถึงสี่แยกบริเวณประตูมหาวันให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.จามเทวีไปเล็กน้อย รถรับจ้าง :ขึ้นสามล้อถีบจากตัวเมือง สิ่งที่น่าสนใจ พระรอดหลวง มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ พระะพุทธสักขีปฏิมากร หรือพระหินดำ หรือแม่พระรอด ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วภายในวิหารหลวงหน้าพระประธาน พระรอดหลวงเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร สลักจากหินดำ ด้านหลังองค์พระมีลายกระจังคล้ายใบโพธิ์ พระกรรณยาวเกือบไหล่ ถืือเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองลำพูน ที่มา: https://www.reviewthaitravel.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

สวดมนต์ อิติปิโส ออนไลน์

ทำเว็บราคาถูก

สอนเขียนเว็บ,สอน ASP, สอน PHP ,อบรม wordpress, สอนทําเว็บ, สอน HTML

UserOnline

สถิติเว็บไซต์

FREE SOCIAL MEDIA SHARE